สังยุตตนิกาย
ขันธวารวรรค
๑. ขันธสังยุต
มูลปัณณาสก์
อัตตทีปวรรคที่ ๕
๑๐. นันทิขยสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการสิ้นความยินดีเป็นเหตุหลุดพ้นจากทุกข์
พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูปตามความเป็นจริง. เมื่อภิกษุทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูปตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทำไว้ในใจซึ่งเวทนาโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่งสัญญาโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่งสังขารโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่งวิญญาณโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณตามความเป็นจริง. เมื่อภิกษุทำไว้ในใจซึ่งวิญญาณโดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณ. เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จึงหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว.
จบ สูตรที่ ๑๐.
จบ อัตตทีปวรรคที่ ๕.
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัตตทีปสูตร ๒. ปฏิปทาสูตร
๓. อนิจจสูตรที่ ๑ ๔. อนิจจสูตรที่ ๒
๕. สมนุปัสสนาสูตร ๖. ปัญจขันธสูตร
๗. โสณสูตรที่ ๑ ๘. โสณสูตรที่ ๒
๙. นันทิขยสูตรที่ ๑ ๑๐. นันทิขยสูตรที่ ๒.
จบ มูลปัณณาสก์.
รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ
๑. นกุลปิตาวรรค ๒. อนิจจวรรคปฐมปัณณาสก์ก็เรียกในขันธสังยุตนั้น.
๓. ภารวรรค ๔. นตุมหากวรรค
๕. อัตตทีปวรรค
รวม ๕ วรรค