สังยุตตนิกาย
สคาถวรรค
เทวปุตตสงยุต
นานาติตถิยวรรคที่ ๓
ฆฏิการสูตรที่ ๔
ฆฏิการเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุ ๗ รูป ผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่าอวิหา เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว สิ้นราคะโทสะแล้ว ข้ามพ้นเครื่องข้องต่างๆ ในโลกเสียได้แล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ก็ภิกษุเหล่านั้น คือใครบ้างผู้ข้ามพ้นเครื่องข้องเป็นบ่วงมารอันแสนยาก ที่ใครๆ จะข้ามพ้นได้ ละกายของมนุษย์แล้ว ก้าวล่วงเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ ฯ
ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า คือ ท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่าน ท่านภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพาหุรัคคิ ๑ ท่านลิงคิยะ ๑ (รวมเป็น ๗ ท่าน) ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วงเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ท่านเป็นคนมีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของใคร จึงได้ตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ฯ
ฆ. ท่านเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของผู้ใด จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้นนอกจากพระผู้มีพระภาคและธรรมนั้น นอกจากพระศาสนาของพระองค์แล้วเป็นไม่มี ฯ นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระศาสนานี้ จึงตัดเครื่องผูกคือภพได้ ฯ
พ. ท่านกล่าววาจาลึก รู้ได้ยาก เข้าใจให้ดีได้ยาก ท่านรู้ทั่วถึงธรรมของใคร จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้ ฯ
ฆ. ครั้งก่อนข้าพเจ้าเป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า เว้นขาดจากเมถุนธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีอามิส ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์ทั้งเคยได้เป็นสหายของพระองค์ในปางก่อน ข้าพเจ้ารู้จักภิกษุ ทั้ง ๗ รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว สิ้นราคะโทสะแล้ว ข้ามพ้นเครื่องข้องต่างๆ ในโลกได้แล้ว ฯ
พ. แน่ นายช่างหม้อ ท่านพูดอย่างใดก็ได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้น ในกาลนั้น ครั้งก่อนท่านเป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า งดเว้นจากเมถุนธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีอามิส ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับเรา ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน ฯ
พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า สหายเก่าทั้งสองผู้มีตนอันอบรมแล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด ได้มาพบกันด้วยอาการอย่างนี้ ฯ